สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือสามารถจัดเก็บได้จากทุกสาขาอาชีพตั้งแต่เกษตรกร พนักงานของรัฐ/เอกชน ผู้ที่มีรายรับจากการให้เช่า ผู้ที่ได้รับดอกเบี้ย ฯลฯ ดำเนินการจัดเก็บโดยใช้ระบบหมายเลขประกันสังคม (Social Security Number) และมีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวดดังนั้นในแต่ละปีสรรพากรจะจัดเก็บภาษีได้เป็นจำนวนมาก
เพื่อการเห็นภาพที่ชัดเจนจึงขอเปรียบเทียบกับข้อมูลการจัดเก็บภาษีเงินได้กับประเทศไทยดังนี้
หัวข้อ |
ประเทศไทย |
สหรัฐอเมริกา |
| จำนวนประชากร |
63,389,730 |
308,634,929 |
| จำนวนคนเสียภาษี |
9,200,000 (15%) |
154,346,000 (50%) |
| ยอดภาษีที่เก็บได้ |
198,332,000,000
0.198 ล้านล้าน (บาท) |
30,496,192,000,000
30 ล้านล้าน (บาท) |
นอกจากรัฐบาลกลาง (Federal Government) จะจัดเก็บภาษีแล้ว รัฐต่างๆยังทำการจัดเก็บภาษีด้วยในอัตราที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามมีบางรัฐที่ไม่จัดเก็บภาษี คือ Alaska, Florida, Nevada, South Dakota, Texas, Washington และ Wyoming ดังนั้นนิสิตนักศึกษาจะสังเกตุว่าหากทำงานในรัฐเหล่านี้จะไม่ต้องยื่นขอ State Tax เพราะไม่มีการหักไว้นั่นเอง
การหักภาษีทั้ง Federal Tax และ State Tax นายจ้างจะเป็นผู้ดำเนินการหักไว้ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง และจะแสดงรายการและยอดเงินที่หักให้ลูกจ้างในสลิปการจ่ายค่าจ้าง (Pay slip)
นอกจากหมายเลขประกันสังคมที่ต้องใช้ในการจ่ายค่าจ้างและการหักภาษีแล้ว เมื่อมีการเริ่มงาน นายจ้างยังต้องการให้ลูกจ้างกรอกแบบฟอร์ม W4 เพื่อเป็นข้อมูลให้นายจ้างหักภาษีลูกจ้างคนนั้นได้อย่างถูกต้อง
ปีภาษีของสหรัฐอเมริกาจะนับเหมือนปีปฏิทิน คือเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม เมื่อสิ้นปีลูกจ้างจะต้องยื่นภาษีเพื่อแสดงรายรับ รายการยกเว้น การบริจาค การเสียภาษี ฯลฯ เอกสารสำคัญตัวหนึ่งที่ลูกจ้างจะต้องได้รับจากนายจ้างเพื่อเป็นหลักฐานเกี่ยวกับรายรับและการเสียภาษีคือฟอร์ม W2 เป็นกฎหมายที่นายจ้างจะต้องจัดทำเอกสารตัวนี้ W2 มี 6 ส่วนที่มีข้อมูลเหมือนกัน แต่นายจ้างจะต้องจัดส่งไปคนละที่ดังนี้
Part A - ส่งให้ Social Security Administration
Part 1 - ส่งให้ State, City and Local Tax Department
Part B,C,2 - ส่งให้ลูกจ้าง
Part D - นายจ้างจะต้องเก็บไว้ 4 ปี
สำหรับลูกจ้างที่ทำงานในปี 2010 นายจ้างจะต้องส่ง W2 ให้ไม่เกิน 31 มกราคม 2011 และหากหาย นายจ้างสามารถออกให้ใหม่ได้ โดยมีคำว่า Reissued กำกับ
นอกจากนี้นายจ้างยังต้องยื่นข้อมูล W2 ให้ Data Operations Center, PA ภายใน 28 กุมภาพันธ์ 2011 นายจ้างที่ยื่นไม่ทัน ทำข้อมูลผิด หรือไม่ครบจะถูกปรับ 15-50 USD ต่อ W2 จำนวน 1 ชุด
ดังที่กล่าวข้างต้นคือกฎหมายควบคุมเรื่องการจ้างงาน การจ่ายค่าจ้าง และการจ่ายภาษีเคร่งครัดมาก โดยปกตินายจ้างก็จะดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของลูกจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาโครงการฝึกงานและทำงานอย่าง Work and Travel และ Internship จำนวนมากที่ไม่ได้รับฟอร์ม W2 เมื่อสิ้นปี
ความเป็นไปได้อย่างมากคือนิสิตนักศึกษากรอกที่อยู่ในฟอร์ม W4 (กรอกวันแรกที่เริ่มงาน) โดยใช้ที่อยู่ชั่วคราวในสหรัฐอเมริกา และเมื่อสิ้นปีนายจ้างใช้ที่อยู่ดังกล่าวในการส่ง W2 ให้ นอกจากนี้อาจจะเกิดจากนิสิตนักศึกษาให้ที่อยู่ในประเทศไทยแต่ไม่ละเอียด W2 ที่ถูกส่งมาทางไปรษณีย์จึงสูญหายเป็นต้น
นายจ้างหลายคนประหยัดค่าใช้จ่ายโดยใช้วิธีการส่ง W2 ทางอีเมล์ให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และไม่เสี่ยงต่อการสูญหายและสรรพากรก็อนุญาตให้ใช้ W2 ที่เป็นตัวสำเนาได้ สำหรับนิสิตนักศึกษาที่นายจ้างส่ง W2 แล้วไม่ได้รับ สามารถติดต่อนายจ้างขอสำเนาทางอีเมล์ได้เช่นกัน ดังนั้นการที่นิสิตนักศึกษามีอีเมล์แอดเดรสของนายจ้างจะมีประโยชน์มากเมื่อสิ้นปี
ความสำคัญของ W2 คือเป็นเอกสารที่แจ้งยอดรายรับ ยอดภาษี และอื่นๆที่ต้องใช้ในการคำนวณตัวเลข และสรรพากรบังคับให้แนบ W2 เมื่อมีการยื่นภาษี นิสิตนักศึกษาที่มีเอกสารดังกล่าวนี้เมื่อยื่นภาษีขั้นตอนต่างๆจะเสร็จเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ Tax Refund ยอดเงินดังกล่าวจะถูกต้อง และครบตามวิธีการคำนวณภาษี
|